ในความที่ตนเองชอบเปิดโลกอินเตอร์เน็ตยามดึก เมื่อตะกี๊ ไปเจอเมล์ฟอเวิร์ด มีคนส่งภาพอันน่ากลัว จากสงครามมาให้ ซึ่งผมเองก็พอรู้อยู่ว่าภาพเด็กสาวในอีเมล์นั้นคือใคร เลือนๆลางๆมาเหมือนเคยเห็นมาบ้างแล้ว แต่มาวันนี้เกิดความสนใจในตัวเธอ และเกิดคำถามว่า เธอคือใคร ทำไมเธอถึงมาวิ่งร้องให้แก้ผ้าล่อนจ้อนอย่างในภาพด้านล่างนี้ จึงทำให้ผมไปค้นหาข้อมูลในเน็ต เพื่อมาเล่าสู่กันฟังครับ
เขาว่ากันว่าภาพข้างล่างนี้เป็นภาพที่ได้รับรางวัลและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพของเด็กสาวเวียดนาม ที่ชื่อ ฟานถิคิมฟุ๊ก (PHAN THỊ KIM PHÚC) ตอนที่เธออายุ 9 ขวบ เวียดนามกำลังเผชิญปัญหาสงคราม ระเบิดนาปามหล่นลงมาจากฟ้าดั่งสายฝน หมู่บ้านที่เธออยู่อาศัย ราบคาบเป็นหน้ากลอง กำลังทำลายล้างจากระเบิดนาปาม ทำลายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนผู้ที่รักษาลมหายใจให้ตนเองนั้นรอดมาได้ จิตใจนี้คงไม่ต้องบรรยายความโหดร้ายของสงคราม ว่าสร้างความบอบช้ำให้ใจขนาดไหน แน่นอนความทรงจำจะต้องตราตรึงภาพอันโหดร้ายทารุณไว้มิอาจลืมเลือน
ในภาพเราเห็นเธอกำลังวิ่งอยู่กลางถนน หลังจากที่ไอร้อนของระเบิดนาปามได้ลวกหลังเธอจนพุพอง จากแผลที่พุพองนั้น เราคงจินตนาการได้ว่าแผลพุพองมันสร้างความเจ็บปวด ปวดแสบปวดร้อนมากเท่าไร เธอร้องเสียงดังลั่นเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้เห็นเหตุการณ์ในขณะนั้น เธอไม่มีเสื้อผ้า วิ่งมาด้วยความหวาดกลัว จนขวัญหนีดีฝ่อ
ภาพนี้ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ ถ่ายเมื่อปี 1972 เด็กสาวที่วิ่งอยู่โดยไร้ซึ่งเสื้อผ้านั้น เธอคือ คิมฟุ๊ก ตอนยังเด็ก ขณะที่หมู่บ้านกำลังถูกระเบิดนาปามถล่มหมู่บ้าน ภาพจาก http://blindflaneur.com/
คนที่ถ่ายภาพนี้มาได้คือ นักข่าวภาคสนาม ชื่อนิ๊ก อุ๊ด (Nick Út) ( สำนักข่าว AP) เป็นคนถ่ายภาพเก็บเอาไว้ได้และรับรางวัลระดับนานาชาติมามากมาย อย่างเช่น รางวัล Pulitzer และรางวัล Sigma Delta Chi, George Polk Memorial (1972), Overseas Press Club, National Press Club, The Lucie, Associated Press Managing Editors. และภาพดังกล่าวได้รับคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียว่า จัดลำดับอยู่ในอันดับที่ 41 ใน 100 ภาพที่น่าสนใจที่สุดในศตวรรษที่ 20
ภาพนี้ มันแสดงถึงความโหดร้ายของน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน จะว่าไปแล้วผมก็เกิดคำถามในใจว่า ทำไม้ทำไม คนเราทำไม ต้องอยากสร้างสันติภาพด้วยสงครามกันนักก็ไม่รู้ ที่สุดของสงครามมีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย……..
ภาพ Nick Ut จาก:http://newsimg.bbc.co.uk
อย่างไรก็ตาม ในสงครามเวียดนามครั้งนั้นไทยเราได้ส่งทหารออกแนวหน้าในสมรภูมิรบเวียดนามด้วย อยู่ดีดีเราก็ต้องเสียเลือดเสียเนื้อแถมโปรโมชั่นลมหายใจทหารไทยไปสังเวยสงครามไปประมาณ 1,351 นาย (ประมาณนี้นะครับ) แม้ว่าจำนวนทหารไทยจะเอาชีวิตไปทิ้งไม่มากเท่ากับทหารในชาติอื่นๆแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอะไรเลย สำหรับพันธมิตรหลักที่ช่วยสนับสนุนเวียดนามใต้อย่างสหรัฐก็ต้องสูญเสียไปไม่น้อยเลย คำนวณโดยประมาณ ตาย 58,159 สูญหาย 2,000 บาดเจ็บ 303,635 ส่วนฝ่ายเวียดนามเหนือก็สูญเสียไม่แพ้กันมีพลเรือนเวียดนามเหนือตายประมาณ 3,000,000 ชีวิต
ภาพผลงานของ Nich Ut จาก: http://news.bbc.co.uk
ความกระหายในสงครามของแต่ละฝ่ายไม่อาจจะหยุดยั้งได้ในผืนแผ่นดินเวียดนาม มองย้อนกลับไป จากสงครามในอดีต ไม่ว่าจะเป็นจีน ฝรั่งเศส สหรัฐ หรือแม้กระทั่งประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง ลาว และกัมพูชา สุดท้าย ที่น่าสลดใจคือแต่ละประเทศก็ย่อยยับเสียหายไม่แพ้กัน เวียดนามกับสหรัฐอเมริกาอันนี้ทำให้เกิดการต่อต้านและกล่าวขานไปทั่วโลก สาเหตุที่เกิดสงครามเวียดนามนี้ ว่ากันว่ามีปัจจัยหลักๆอยู่ 2 ข้อ ซึ่งฝ่ายเวียดนามเหนือมองว่า เราต้องยอมสละเลือดสละเนื้อเพื่อรวมประเทศ ส่วนฝ่ายสหรัฐและพันธมิตรบอกว่า ทฤษฎีโดมิโน (สหรัฐอเมริกา) ทั้งสองฝ่ายก็ประชันกันไป ในที่สุด ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ สนธิสัญญาสันติภาพเพื่อให้ทหารอเมริกาถอนทัพใน ค.ศ. 1973 ชัยชนะของเวียดนามเหนือเวียดนามใต้สิ้นสภาพประเทศและการรวมชาติเวียดนาม และที่สุดคือความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร
คิมฟุ๊ค เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่รอดมาจากเหตุการณ์อันน่ากลัวครั้งนั้นได้และมีภาพของเธอถูกบันทึกเก็บไว้ และเธอถูกผู้เก็บภาพถ่ายนั้นเดินทางมาเวียดนามเพื่อตามหา ในปี 1982 มี ผู้สื่อข่าวอาวุโสชื่อ เตย ดึ๊ก ได้สืบหาเด็กสาวในภาพ ซึ่งภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
รัฐบาลเวียดนามส่งคิมฟุ๊กไปรักษาบาดแผลที่เกิดมาจากแรงระเบิดนาปาม ทีประเทศคิวบา คิมฟุ๊กเล่าให้ฟังว่า ในวันที่เข้ารับการรักษานั้นเป็นวันทีเจ็บปวดและทรมาณอย่างมาก แต่ก็ต้องอดทนรักษาเพื่อให้บาดแผลดีขึ้น รักษาแผลนั้นเป็นเวลา 14 เดือน ในการรักษาครั้งนั้นคิดว่าตัวเองจะทนความเจ็บปวดไม่ไหว หลายครั้งที่คิดว่าตัวเองจะหมดลมหายใจไป แต่ว่าความเข้มแข็งในใจของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้ช่วยให้ข้ามผ่านจุดนั้นมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ภาพจาก : http://news.bbc.co.uk
คิมฟุ๊ก ไม่ชอบที่ฝ่ายรัฐบาลเรียกสอบปากคำและถ่ายรูป ดังนั้นในปี 1986 พอมีโอกาสได้เข้าศึกษาต่อที่ประเทศคิวบา นางตอบรับคำเชิญในทันที ด้วยทุนของรัฐบาลเวียดนามทำให้นางได้ไปศึกษาต่อด้านเภสัชศาสตร์ที่ประเทศคิวบา พอไปศึกษาที่นั่นนางได้พบกับสามีของนาง ชื่อว่า บุ่ย ฮุย ตว่าน (Bùi Huy Toàn) ซึ่งเป็นนักศึกษาภาควิชาแพทย์ศาสตร์
หลังจากดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ที่กรุงมอสโคว ในปี 1992 เมื่อเครื่องกำลังลงจอดเติมน้ำมัน ณ Newfoundland ประเทศแคนาดา เพื่อรอการเดินทางต่อ ทั้งสองก็สามีภรรยาก็หนีลงจากเครื่องและขอลี้ภัยทางการเมืองกับรัฐบาลแคนาดา
นับตั้งแต่ปี 2006 ขณะที่เธออายุได้ 43 ปี ก็กลายเป็นทูตขององค์การยูเนสโก เธอยังเป็นผู้ก่อตั้ง กวี๋ กิม (Kim Foundation) เป็นองค์กรที่ต่อตั้งเพื่อการสงเคราะห์ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ ประเทศแคนาดา โดยเป้าหมายในการตั้งขึ้นมาเพื่อ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆที่ได้รับผลกระทบจกสงคราม เมื่อวันที่ 23 เดือน ตุลาคม เดือน กันยายน 2006 เธอได้ เธอได้ก่อตั้งองค์กร YWCA (สรหัฐอเมริกา) ซึ่งเธอได้รับการนับถือว่าเป็นหนึ่งใน 6 ของผู้หญิงที่ช่วยเหลือสังคมที่โดเด่นในสมาคมและเธอได้รับรางวัล “ ความสำเร็จที่สุดแห่งปี” เป็นการบันทึกผลงานของเธอในสมาคม หนึ่งในเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในสงคราม ปัจจุบันนางอาศัยอยู่ที่ แอนแทรีโอ แคนาดาพร้อมกับสามีและลูกอีก 2 คน
ที่มา : Daohieu
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://www.oknation.net/blog/Le-Petit-Prince/2009/06/19/entry-1
http://www.tlcthai.com/club/view_topic.php?club=freeblogdecorate&club_id=1199&table_id=1&cate_id=1132&post_id=10175
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น