วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ใครคือ คิมฟุ๊ค ? (Ai là Kim Phúc?)

ผมคิดว่าหลายๆคนคงชอบเหมือนผม การจ้องจอคอมพิวเตอร์ ลูกกะตาแลซ้ายย้ายไปขวา ไปมา ส่วนนิ้วมือก็สัมผัสแป้นพิมพ์ ไปเรื่อยๆ การท่องโลกกว้างทางโลกอินเตอร์เน็ตยามค่ำคืน นี้มันแสนจะสุขีเสียนี่กระไร เสมือนการออกจากห้องแคบๆไปสู่ที่ที่เราต้องการจะไป อยากรู้อะไร ก็เข้า Google ใช่หรือเปล่าครับ?


ในความที่ตนเองชอบเปิดโลกอินเตอร์เน็ตยามดึก เมื่อตะกี๊ ไปเจอเมล์ฟอเวิร์ด มีคนส่งภาพอันน่ากลัว จากสงครามมาให้ ซึ่งผมเองก็พอรู้อยู่ว่าภาพเด็กสาวในอีเมล์นั้นคือใคร เลือนๆลางๆมาเหมือนเคยเห็นมาบ้างแล้ว แต่มาวันนี้เกิดความสนใจในตัวเธอ และเกิดคำถามว่า เธอคือใคร ทำไมเธอถึงมาวิ่งร้องให้แก้ผ้าล่อนจ้อนอย่างในภาพด้านล่างนี้ จึงทำให้ผมไปค้นหาข้อมูลในเน็ต เพื่อมาเล่าสู่กันฟังครับ

  เขาว่ากันว่าภาพข้างล่างนี้เป็นภาพที่ได้รับรางวัลและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพของเด็กสาวเวียดนาม ที่ชื่อ ฟานถิคิมฟุ๊ก (PHAN THỊ KIM PHÚC) ตอนที่เธออายุ 9 ขวบ เวียดนามกำลังเผชิญปัญหาสงคราม ระเบิดนาปามหล่นลงมาจากฟ้าดั่งสายฝน หมู่บ้านที่เธออยู่อาศัย ราบคาบเป็นหน้ากลอง กำลังทำลายล้างจากระเบิดนาปาม ทำลายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนผู้ที่รักษาลมหายใจให้ตนเองนั้นรอดมาได้ จิตใจนี้คงไม่ต้องบรรยายความโหดร้ายของสงคราม ว่าสร้างความบอบช้ำให้ใจขนาดไหน แน่นอนความทรงจำจะต้องตราตรึงภาพอันโหดร้ายทารุณไว้มิอาจลืมเลือน

ในภาพเราเห็นเธอกำลังวิ่งอยู่กลางถนน หลังจากที่ไอร้อนของระเบิดนาปามได้ลวกหลังเธอจนพุพอง จากแผลที่พุพองนั้น เราคงจินตนาการได้ว่าแผลพุพองมันสร้างความเจ็บปวด ปวดแสบปวดร้อนมากเท่าไร เธอร้องเสียงดังลั่นเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้เห็นเหตุการณ์ในขณะนั้น เธอไม่มีเสื้อผ้า วิ่งมาด้วยความหวาดกลัว จนขวัญหนีดีฝ่อ


ภาพนี้ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ ถ่ายเมื่อปี 1972 เด็กสาวที่วิ่งอยู่โดยไร้ซึ่งเสื้อผ้านั้น เธอคือ คิมฟุ๊ก ตอนยังเด็ก ขณะที่หมู่บ้านกำลังถูกระเบิดนาปามถล่มหมู่บ้าน ภาพจาก http://blindflaneur.com/


คนที่ถ่ายภาพนี้มาได้คือ นักข่าวภาคสนาม ชื่อนิ๊ก อุ๊ด (Nick Út) ( สำนักข่าว AP) เป็นคนถ่ายภาพเก็บเอาไว้ได้และรับรางวัลระดับนานาชาติมามากมาย อย่างเช่น รางวัล Pulitzer และรางวัล Sigma Delta Chi, George Polk Memorial (1972), Overseas Press Club, National Press Club, The Lucie, Associated Press Managing Editors. และภาพดังกล่าวได้รับคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียว่า จัดลำดับอยู่ในอันดับที่ 41 ใน 100 ภาพที่น่าสนใจที่สุดในศตวรรษที่ 20


ภาพนี้ มันแสดงถึงความโหดร้ายของน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน จะว่าไปแล้วผมก็เกิดคำถามในใจว่า ทำไม้ทำไม คนเราทำไม ต้องอยากสร้างสันติภาพด้วยสงครามกันนักก็ไม่รู้ ที่สุดของสงครามมีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย……..



                                                        ภาพ Nick Ut  จาก:http://newsimg.bbc.co.uk

อย่างไรก็ตาม ในสงครามเวียดนามครั้งนั้นไทยเราได้ส่งทหารออกแนวหน้าในสมรภูมิรบเวียดนามด้วย อยู่ดีดีเราก็ต้องเสียเลือดเสียเนื้อแถมโปรโมชั่นลมหายใจทหารไทยไปสังเวยสงครามไปประมาณ 1,351 นาย (ประมาณนี้นะครับ) แม้ว่าจำนวนทหารไทยจะเอาชีวิตไปทิ้งไม่มากเท่ากับทหารในชาติอื่นๆแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอะไรเลย สำหรับพันธมิตรหลักที่ช่วยสนับสนุนเวียดนามใต้อย่างสหรัฐก็ต้องสูญเสียไปไม่น้อยเลย คำนวณโดยประมาณ ตาย 58,159 สูญหาย 2,000 บาดเจ็บ 303,635 ส่วนฝ่ายเวียดนามเหนือก็สูญเสียไม่แพ้กันมีพลเรือนเวียดนามเหนือตายประมาณ 3,000,000 ชีวิต




  ภาพผลงานของ Nich Ut จาก: http://news.bbc.co.uk

ความกระหายในสงครามของแต่ละฝ่ายไม่อาจจะหยุดยั้งได้ในผืนแผ่นดินเวียดนาม มองย้อนกลับไป จากสงครามในอดีต ไม่ว่าจะเป็นจีน ฝรั่งเศส สหรัฐ หรือแม้กระทั่งประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง ลาว และกัมพูชา สุดท้าย ที่น่าสลดใจคือแต่ละประเทศก็ย่อยยับเสียหายไม่แพ้กัน เวียดนามกับสหรัฐอเมริกาอันนี้ทำให้เกิดการต่อต้านและกล่าวขานไปทั่วโลก สาเหตุที่เกิดสงครามเวียดนามนี้ ว่ากันว่ามีปัจจัยหลักๆอยู่ 2 ข้อ ซึ่งฝ่ายเวียดนามเหนือมองว่า เราต้องยอมสละเลือดสละเนื้อเพื่อรวมประเทศ ส่วนฝ่ายสหรัฐและพันธมิตรบอกว่า ทฤษฎีโดมิโน (สหรัฐอเมริกา) ทั้งสองฝ่ายก็ประชันกันไป ในที่สุด ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ สนธิสัญญาสันติภาพเพื่อให้ทหารอเมริกาถอนทัพใน ค.ศ. 1973 ชัยชนะของเวียดนามเหนือเวียดนามใต้สิ้นสภาพประเทศและการรวมชาติเวียดนาม และที่สุดคือความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร

คิมฟุ๊ค เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่รอดมาจากเหตุการณ์อันน่ากลัวครั้งนั้นได้และมีภาพของเธอถูกบันทึกเก็บไว้ และเธอถูกผู้เก็บภาพถ่ายนั้นเดินทางมาเวียดนามเพื่อตามหา ในปี 1982 มี ผู้สื่อข่าวอาวุโสชื่อ เตย ดึ๊ก ได้สืบหาเด็กสาวในภาพ ซึ่งภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก


รัฐบาลเวียดนามส่งคิมฟุ๊กไปรักษาบาดแผลที่เกิดมาจากแรงระเบิดนาปาม ทีประเทศคิวบา คิมฟุ๊กเล่าให้ฟังว่า ในวันที่เข้ารับการรักษานั้นเป็นวันทีเจ็บปวดและทรมาณอย่างมาก แต่ก็ต้องอดทนรักษาเพื่อให้บาดแผลดีขึ้น รักษาแผลนั้นเป็นเวลา 14 เดือน ในการรักษาครั้งนั้นคิดว่าตัวเองจะทนความเจ็บปวดไม่ไหว หลายครั้งที่คิดว่าตัวเองจะหมดลมหายใจไป แต่ว่าความเข้มแข็งในใจของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้ช่วยให้ข้ามผ่านจุดนั้นมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ



ภาพจาก : http://news.bbc.co.uk

คิมฟุ๊ก ไม่ชอบที่ฝ่ายรัฐบาลเรียกสอบปากคำและถ่ายรูป ดังนั้นในปี 1986 พอมีโอกาสได้เข้าศึกษาต่อที่ประเทศคิวบา นางตอบรับคำเชิญในทันที ด้วยทุนของรัฐบาลเวียดนามทำให้นางได้ไปศึกษาต่อด้านเภสัชศาสตร์ที่ประเทศคิวบา พอไปศึกษาที่นั่นนางได้พบกับสามีของนาง ชื่อว่า บุ่ย ฮุย ตว่าน (Bùi Huy Toàn) ซึ่งเป็นนักศึกษาภาควิชาแพทย์ศาสตร์

หลังจากดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ที่กรุงมอสโคว ในปี 1992 เมื่อเครื่องกำลังลงจอดเติมน้ำมัน ณ Newfoundland ประเทศแคนาดา เพื่อรอการเดินทางต่อ ทั้งสองก็สามีภรรยาก็หนีลงจากเครื่องและขอลี้ภัยทางการเมืองกับรัฐบาลแคนาดา

นับตั้งแต่ปี 2006 ขณะที่เธออายุได้ 43 ปี ก็กลายเป็นทูตขององค์การยูเนสโก เธอยังเป็นผู้ก่อตั้ง กวี๋ กิม (Kim Foundation) เป็นองค์กรที่ต่อตั้งเพื่อการสงเคราะห์ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ ประเทศแคนาดา โดยเป้าหมายในการตั้งขึ้นมาเพื่อ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆที่ได้รับผลกระทบจกสงคราม เมื่อวันที่ 23 เดือน ตุลาคม เดือน กันยายน 2006 เธอได้ เธอได้ก่อตั้งองค์กร YWCA (สรหัฐอเมริกา) ซึ่งเธอได้รับการนับถือว่าเป็นหนึ่งใน 6 ของผู้หญิงที่ช่วยเหลือสังคมที่โดเด่นในสมาคมและเธอได้รับรางวัล “ ความสำเร็จที่สุดแห่งปี” เป็นการบันทึกผลงานของเธอในสมาคม หนึ่งในเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในสงคราม ปัจจุบันนางอาศัยอยู่ที่ แอนแทรีโอ แคนาดาพร้อมกับสามีและลูกอีก 2 คน

ที่มา : Daohieu  

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://www.oknation.net/blog/Le-Petit-Prince/2009/06/19/entry-1
http://www.tlcthai.com/club/view_topic.php?club=freeblogdecorate&club_id=1199&table_id=1&cate_id=1132&post_id=10175


วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

เหวียน เติ๋น สุง (Nguyen Tan Dung)



           เหวียน เติ๋น สุง (Nguyen Tan Dung) เกิดเมื่อวันที่ 17 เดือนพฤศจิกายน ปี 1949 จังหวัดก่าเมา (Ca Mau) ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ท่านได้รับเลือกจากสภาแห่งชาติให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งชาติเวียดนาม นับตั้งแต่วันที 27 เดือนมิถุนายน ปี 2006  หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีฟาน วัน ขาย (Phan Van Khai) ตัดสินใจขอเกษียณก่อนหมดวาระการดำรงตำแหน่ง  หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรี ลาออก ท่านได้เสนอชื่อ นาย เหงียน เติ๋น สุง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 เดือนกรกฎาคม ปี 2007    เหงียน เติ๋น สุง เป็นผู้นำระดับสูงคนแรกของเวียดนามที่เกิดในรุ่นหลังจากการปฏิวัติเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1945  อีกทั้งได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่มีอายุ 57 ปี ถือได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุด ในบรรดานายกรัฐมนตรีของเวียดนาม


ภาพจาก :www.hca.org.vn

เหวียน เติ๋น สุง มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัด ก่า เมา บริเวณภาคใต้ของเวียดนาม เมื่ออายุครบ 12 ปี (17 พฤศจิกายน 1961) หนุ่มน้อยเหงียน เติ๋น สุง ได้เข้าร่วมกับกองทัพประชาชนเวียดนาม ซึงในสมัยนั้นเป็นยุคที่หนุ่มสาวชาวเวียดนามนั้นต้องแสดงความรักชาติ และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปกป้องชาติ เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพแล้ว หน่มสุงได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านเอกสาร การติดต่อประสานงาน เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และท่านยังเป็นบุรุษพยาบาลอีกด้วย หลังจากที่หน้มน้อยคนนี้ปฏิบัติภารกิจในกองทัพมาเป็นเวลานานพอสมควร ท่านมีโอกาสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งทางทหารมากมาย จากระดับชั้นยศผู้น้อยคอยไต่และขยับขึ้นไปตามเวลาบวกความรู้และความสามารถ ในตอนแรกท่านได้รับตำแหน่งผู้บังคับหมู่ (ว่ากันว่าตำแหน่งเทียบเท่านายทหารชั้นยศ จ่าสิบเอกบ้านเรา) มาเป็นผู้บังคับกองร้อย ในชั้นยศ ร้อยเอก ร้อยโท และท่านยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทหารศัลยแพทย์ นอกจากนั้นยังเป็นประธานสมาชิกฝ่ายการเมืองในกองแพทย์ทหารเวชกรรม สังกัดหน่วยทหารจังหวัดแส็ก สา (Rach gia) ท่านเริ่มเข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานเวียดนาม(Dang Lao Dong Viet Nam)ตอนอายุ 17 ปี (วันที่ 10 มิถุนายน 1967)และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เดือนมีนาคม 1968



ภาพจาก: topnews.in

            ท่านเป็นทหารผ่านศึกในระดับขั้นที่ 2 ขณะนั้นชั้นยศทางการทหารอยู่ที่ร้อยโท เหวียน เติ๋น สุง ขออุทิศตนเพื่อปฏิบัติภารกิจในกองทัพประชาชนเวียดนามอย่างต่อเนื่อง หลังจากปี 1975 ท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชั้นยศร้อยเอก เป็นผู้บังคับการฝ่ายการเมืองของกองพันทหารบกที่ 152 และท่านยังดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบัญชาการกองทหารหน่วยจังหวัดเกียน ซาง (Kien Giang)


             นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ 1981 ท่านได้ปลดประจำการ หลังจากนั้นท่านเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง โดยการลงเล่นการเมืองท้องถิ่นและได้รับตำแหน่งต่างๆ อาทิ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนจังหวัดเกียน ซาง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนจังหวัด สมาชิกคณะกรรมการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนจังหวัด เลขาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์อำเภอห่า เตียน (Ha Tien) รองเลขาธิการและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนจังหวัดเกียน ซาง ประธานคณะกรรมการประชาชนส่วนจังหวัด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนจังหวัดเกียน ซาง เป็นต้น

          ในเดือนมกราคม ค.ศ 1995 เหวียน เติน สุง เริ่มลงเล่นการเมืองระดับชาติ โดยท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงภายใน (Bo Noi Vu) (มกราคม 1995-พฤษภาคม ค.ศ 1996) และท่านยังดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ในกระทรวงมหาดไทย ได้คัดเลือกเข้ามาเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคในที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 6 (ค.ศ 1986) และประชุมพรรคฯ ครั้งที่ 7 (ค.ศ 1991) อีกทั้งท่านยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการโปลิทบูโร ( Politburo) และสมาชิกประจำคณะกรรมการโปลิทบูโร ครั้งที่ 8 นอกจากนั้น ท่านยังเป็นประธานฝ่ายเศรษฐกิจส่วนกลางของพรรคฯ ซึ่งมีหน้าที่ ดูแลฝ่ายการเงินของพรรคตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ 1996 ถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ 1997



ภาพจาก :http://www.nciec.gov.vn
      
 ในเดือนกันยายน ค.ศ 1997 ท่านรับเลือกให้เข้ามาเป็นสมาชิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 10 หลังจากนั้น สภาประชาชนเวียดนามมีมติ ให้ท่านดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น อดีตนายกรัฐมนตรี ฟาน วัน ขาย (Phan Van Khai) เสนอชื่อแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมการ นโยบายการคลังของรัฐบาลและในเดือนพฤษภาคม ค.ศ 1998 มีมติจากสภาฯ ให้ นาย เหวียน เติน ซุง ควบไปกับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศเวียดนาม โดยท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศเวียดนามเป็นระยะเวลา 12 ปี ต่อมาท่านได้ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อปี ค.ศ 1999 รัฐสภามีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นาย เล ดึ๊ก ถุย (Le Duc Thuy) ขึ้นรักษาการตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศเวียดนาม




ภาพจาก: http://www.longan.gov.vn

     
   ในเดือนสิงหาคม ค.ศ 2002 ในการประชุมสภาฯ ครั้งที่ 11 มีมติลงให้ เหวียน เติ๋น สุง ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ต่อจากนั้น ในวันที่ 16 เดือนพฤษภาคม ค.ศ 2006 ฟาน วัน ขาย ได้เสนอชื่อไปยังที่ประชุมสภาฯ ครั้งที่ 11 ให้ นาย เหวียน เติน สุง ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรี และในวันที่ 27 เดือนมิถุนายน ค.ศ 2006 เหวียน เติน สุง ได้ที่รับการคัดเลือกจากคะแนนเสียงจากสภาฯ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศสาธารณารัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2007 ในการประชุมสภาฯ ครั้งที่ 12 ท่านได้รับคะแนนเสียงให้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปด้วยคะแนนเสียงถึงร้อยละ 96.96

        ลักษณะพิเศษของเหวียน เติ๋น สุง ที่มีความแตกต่างไปจากนายกรัฐมนตรีของเวียดนามคนอื่นๆ คือ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของเวียดนามที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้ที่ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศสาธารณารัฐสังคมนิยมเวียดนาม ท่านยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของเวียดนามที่ได้เข้าพบพระสันตะปาปา และท่านยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศสาธารณารัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่ถูกฟ้องร้องคดี

กิจกรรมและนโยบาย

นาย เหวียน เติน สุง ได้ประสบความสำเร็จทางด้านการทูต ภายใน 5 เดือนหลังจากที่ท่านเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านได้ประสบความสำเร็จในวาระแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการจัดการประชุมเอเปก เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ 2006 และในเดือนพฤษภาคม ค.ศ 2007 วารสาร โลกธุรกิจ (World Business) ลงคะแนนเสียงให้ท่านเป็นคน 1 ใน 20 คนที่ได้ชื่อว่า เป็นนักปฏิรูปแห่งเอเชีย ในขณะที่ท่านอยู่ในวาระการ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านได้นำพาประเทศเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก WTO และหลังจากนั้น เวียดนามได้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ วาระปี ค.ศ 2008-2009




ภาพจาก: http://media.lookatvietnam.com


        เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ 2009 เหวียน เติน สุง ได้ลงนามในข้อตกลงของโครงการอนุมัติลงทุนหมายเลข 650/TTg-KTN ออกแก่หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินโครงการขุดเจาะแร่บ็อกไซด์ในเขตภาคตะวันตกของเวียดนาม ซึ่งเป็นโครงการที่ถูกนายพลชั้นผู้ใหญ่ในเวียดนาม และนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศต่อต้าน การตัดสินใจดังกล่าวสร้างประเด็นในการถกเถียงค่อนข้างมาก โดยหนังสือพิมพ์ Financial Times กล่าวว่า เป็นโครงการที่แสดงออกถึงแนวคิดที่พึ่งพาประเทศจีนของเวียดนาม นอกจากนั้นยังเป็นของขวัญจากเวียดนามเพื่อมอบให้แก่จีน

        ในวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกตกต่ำในปี ค.ศ 2008-2009 อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามพุ่งสูงที่สุด เมื่อเทียบกับบรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาค นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยงบที่อัดฉีดดังกล่าวก็ยังมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เม็ดเงินมาไม่ถึงโครงการที่ได้วางแผนไว้ ไม่กระตุ้นภาคธุรกิจด้านอื่นให้กระเตื้องขึ้น นอกจากภาคธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้งบประมาณแผ่นดินของเวียดนามลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับ 5% ในปี ค.ศ 2008

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง เหวียน เติน สุง ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

- ด้านการทูต: เวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกและความสำเร็จของการประชุม APEC 2006

- คดีคอรัปชั่นระดับประเทศ: หลายคดี เช่น คดี PMU 18 โครงการ 112 การมอบเงินใต้โต๊ะแก่เจ้าหน้าที่ PCI และ คดีเงิน Polymer

- ทางด้านเศรษฐกิจ: อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามพุ่งสูงที่สุดในปี ค.ศ 2008 การอภิปรายเกี่ยวกับการผูกขาดและการควบคุมกลุ่มธุรกิจภาครัฐ เช่น กลุ่มบริษัทการไฟฟ้าแห่งประเทศเวียดนาม โครงการขุดเจาะแร่บ็อกไซด์ ในภาคตะวันตกของเวียดนาม

นโยบาย

- ออกมาตรการในการควบคุมสื่อและกำหนดกฏระเบียบในการลดการแทรกแซงของภาคเอกชนต่อวงการสื่อสารมวลชน อีกทั้งออกมาตรการไม่ให้หน่วยงานหรือบุคคลใดใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์

- ผลักดันให้รัฐบาลเป็น E-รัฐบาล (E-government) และเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส



ภาพจาก : http://images.vietnamnet.vn/

ครอบครัว

เหวียน เตินสุง และนาง เหวียน แท็ง เฝื่อง (Nguyen Thanh Phuong) มีบุตรด้วยกัน 3 คน ภรรยาเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด นาง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเศรษฐกิจแห่งชาติที่กรุงฮานอย และ MBA ที่มหาวิทยาลัย Geneva ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่ออายุ 27 ปี นางเป็นประธานคณะกรรมการบริษัทบริการด้านการเงินโดยมีทุนจดทะเบียนบริษัทที่ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อ้างคำกล่าวของนาย จอร์ท บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า งานพบปะในการประชุม APEC 2006 ตามสำนักข่าวบีบีซี กลางกรุงฮานอยว่า บรรดาบุตรของ นาย เหวียน เติน สุง กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯและมีคนหึ่งได้แต่งงานกับชาวอเมริกัน คนหนึ่งที่มีเชื้อสายเวียดนาม แต่ในการให้คำสัมภาษณ์สด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ 2007 นาย เหวียน เติน สุง ได้ปฏิเสธในข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า เป็นข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง โดยเขามีลูกชายเพียงคนเดียวที่เคยเรียนปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐฯ บุตรสาวของเขาขณะนั้นยังไม่ได้แต่งงาน อีกทั้งยังไม่เคยเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐฯ แต่อย่างใด

    ที่มา :วิกิพิเดีย เวียดนาม



ภาพจาก: http://files.myopera.com

รายการบล็อกของฉัน